ขำขัน
ความลับของการหารสอง
แจ็คเกลียดรูดอล์ฟ มิกซ์ พอๆ กับที่เขาเกลียดโรเบิร์ต แน็พกิน ซึ่งทั้งคู่เป็นมหาเศรษฐีที่ย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านของเขา ส่วนแจ็คเป็นเพียงคนขับเลื่อนหิมะธรรมดาๆ เท่านั้น วันหนึ่งแจ็คต้องขับเลื่อนพาเศรษฐีทั้งสองเดินทางผ่านป่าในอลาสก้า ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มมืดสลัว ทันใดนั้นพวกเขาได้ยินเสียงฝูงหมาป่าเห่าหอนไล่ตามมา แจ็ครีบเฆี่ยนสุนัขให้วิ่งเร็วที่สุด แต่หมาป่าที่หิวโหยก็เริ่มขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นฟันที่แหลมคมของพวกมันได้อย่างชัดเจน
เมื่อหมาป่าไล่ตามมาจนถึงระยะประชิด แจ็คตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วผลักรูดอล์ฟลงจากเลื่อนหิมะเพื่อให้หมาป่ารุมกิน ฝูงหมาป่าหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มออกวิ่งไล่ตามเลื่อนมาอีกครั้ง แจ็คจึงตัดสินใจผลักโรเบิร์ตลงไปเป็นรายที่สอง หมาป่าหยุดกินเหยื่อรายใหม่ครู่หนึ่งแล้วก็ยังไม่ยอมเลิกรา พวกมันตามมาจนเกือบจะถึงตัวเลื่อน แจ็คจึงหยิบปืนกลออกมาจากหีบสัมภาระแล้วเปิดฉากยิงใส่ฝูงหมาป่าจนตายเรียบภายในเวลาไม่กี่วินาที
จอร์จ เพื่อนอีกคนที่ร่วมเดินทางมาบนเลื่อนและรอดชีวิตมาได้ถามด้วยความตกตะลึงว่า “แจ็ค ทำไมแกไม่ใช้ปืนกลนั่นจัดการพวกมันตั้งแต่แรกเล่า? เราจะได้ไม่ต้องเสียรูดอล์ฟกับโรเบิร์ตไปแบบนี้!” แจ็คหยิบขวดวิสกี้ออกมาจากกระเป๋า เปิดฝาแล้วรินใส่แก้วสองใบพร้อมกับยื่นให้จอร์จแล้วตอบหน้าตายว่า “อย่าโง่ไปหน่อยเลยเพื่อน… วิสกี้เหลือแค่ครึ่งขวดแบบนี้ แต่ถ้าต้องหารตั้งสี่คนเนี่ยนะ แกคิดว่ามันจะไปพอได้ยังไงกัน?!”
ความภาคภูมิใจของคนฉลาด
ทอมมักจะชอบดูถูกเพื่อนฝูงของเขาอยู่เสมอ เขาเป็นคนชอบอวดรู้และคิดว่าเพื่อนๆ ของเขาทุกคนเป็นพวกที่ไม่มีความรู้ วันหนึ่ง ทอมพูดกับจิมว่า “จิม ทำไมคุณไม่ลองเข้าร่วมสมาคมทางปัญญาดูบ้างล่ะ? คุณจะได้ฉลาดเกือบเท่าๆ กับผมไง” จิมตอบกลับอย่างเรียบง่ายว่า “ไม่ล่ะ ขอบใจ ผมอยากจะนั่งใส่รองเท้าแตะผ่อนคลายอยู่หน้าเตาผิง คุยกับภรรยา ฟังวิทยุ หรือดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้านมากกว่า”
ทอมจึงพูดอย่างรำคาญว่า “แต่ถ้าคุณเข้าร่วมสมาคม คุณจะได้รับความรู้มากมายนะ” “จิม คุณนี่มันช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ เคยได้ยินชื่อ พลีสซอฟ บ้างไหม?” จิมตอบว่า “ไม่เคย” ทอมถามต่อ “แล้ว แอดมิรัล โตโก ล่ะ?” จิมก็ตอบอีกว่า “ไม่เคยเหมือนกัน” ทอมถึงกับอุทานออกมาว่า “พับผ่าสิ! คุณนี่มันแย่จริงๆ”
ทอมยังคงพยายามจะแสดงความเหนือกว่าและพูดจาดูถูกจิมต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุด จิมที่เริ่มจะทนรำคาญไม่ไหวจึงถามขึ้นมาว่า “นี่ทอม… แล้วคุณล่ะ เคยได้ยินชื่อ นายไนเปอร์ บ้างไหม?” ทอมทำหน้าประหลาดใจเป็นอย่างมากแล้วถามกลับว่า “ใครเหรอ? ผมไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย”
จิมจึงตอบกลับไปว่า “ถ้าอย่างนั้นคุณควรจะรู้จักเขาไว้ให้ดีเลยนะ! เพราะเขาคนนี้แหละคือนักเดทตัวยงที่แอบมาหาภรรยาคุณทุกครั้งที่คุณมัวแต่ออกไปร่วมการประชุมที่สมาคมทางปัญญาของคุณนั่นแหละ!”
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
ของขวัญล้ำค่าจากเมืองจีน
นานมาแล้ว มีหญิงชราคนหนึ่งอาศัยอยู่ในอังกฤษ เธอมีลูกชายเป็นกะลาสีเรือซึ่งมักจะเดินทางไปต่างประเทศและนำของขวัญกลับมาฝากแม่อยู่เสมอ ครั้งหนึ่งเขานำใบชาจากเมืองจีนกลับมาฝาก ซึ่งในสมัยนั้นใบชามีราคาแพงมากและมีเพียงคนรวยเท่านั้นที่สามารถหาซื้อมาได้
หญิงชรารู้สึกดีใจมากที่ได้รับของขวัญชิ้นนี้ เธอจึงตัดสินใจเชิญเพื่อนๆ มาที่บ้านเพื่อลิ้มรสของแปลกจากแดนไกล แต่ปัญหาคือเธอไม่รู้วิธีการชงชาที่ถูกต้องเลย เธอจึงนำใบชาจำนวนมากไปต้มจนสุก แล้วตักใส่จานใบใหญ่มาวางไว้บนโต๊ะ พร้อมกับบอกแขกด้วยรอยยิ้มว่า “เชิญชิมตามสบายเลยนะจ๊ะทุกคน”
เหล่าแขกที่มาถึงต่างพากันตักใบชาต้มเข้าปาก พวกเขาพบว่ามันขมมากจนแทบจะกลืนไม่ลง แต่เนื่องจากทุกคนเป็นคนมีมารยาทและไม่อยากทำร้ายน้ำใจของหญิงชรา พวกเขาจึงพยายามฝืนกินใบชาเหล่านั้นต่อไปโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ
ในระหว่างนั้นเอง ลูกชายของหญิงชราก็เดินเข้ามาในห้องพอดี เมื่อเขาเห็นภาพทุกคนกำลังเคี้ยวใบชาอย่างยากลำบาก เขาถึงกับทำหน้าตกตะลึงแล้วถามแม่ว่า “แม่ครับ นี่แม่ต้มใบชาพวกนี้หรือเปล่า? แล้วน้ำที่ใช้ต้มใบชาหายไปไหนหมดครับ?”
หญิงชราตอบกลับลูกชายอย่างมั่นใจว่า “อ๋อ… แม่ก็เทน้ำพวกนั้นทิ้งไปหมดแล้วน่ะสิลูก! ก็น้ำนั่นมันไม่มีประโยชน์อะไรเลยนี่นา”
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
เรื่อง สวนมะเขือเทศ
เรื่องมีอยู่ว่า
มีชายชาวอิตาลีที่แก่ชราคนหนึ่งต้องการจะปลูกมะเขือเทศในสวนของเขาเหมือนที่เคยทำทุกปี
แต่เขารู้สึกว่าตัวเองแก่เกินไปที่จะลงแรงขุดดินในสวน และลูกชายของเขาที่ชื่อ Vincent
ซึ่งปกติจะเป็นคนช่วยงานนี้ก็กำลังถูกจำคุกอยู่
ชายชราจึงเขียนจดหมายไปปรับทุกข์กับลูกชายในคุกว่า “Vincent ลูกรัก
ดูเหมือนว่าปีนี้พ่อคงปลูกมะเขือเทศไม่ได้แล้ว พ่อแก่เกินกว่าจะขุดดินในสวน
ถ้าลูกอยู่ที่นี่ ลูกคงช่วยพ่อได้”
ไม่กี่วันต่อมา
ชายชราก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากลูกชายซึ่งเขียนเตือนสั้นๆ ว่า “พ่อครับ
อย่าขุดดินในสวนเด็ดขาด เพราะผมฝังศพไว้ที่นั่น!”
ในเช้าวันรุ่งขึ้นเวลาตี 4 เจ้าหน้าที่
FBI และตำรวจท้องที่จำนวนมากได้บุกมาที่บ้านของชายชราและลงมือขุดพื้นที่สวนทั้งหมดอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่างผู้เสียชีวิตตามที่ได้รับเบาะแสจากจดหมาย
แต่หลังจากขุดจนทั่วสวนแล้วพวกเขาก็ไม่พบศพใดๆ เลย
จึงได้กล่าวขอโทษชายชราแล้วเดินทางกลับไป
ในวันเดียวกันนั้นเอง
ชายชราได้รับจดหมายอีกฉบับจาก Vincent ลูกชายของเขา
โดยระบุว่า “พ่อครับ
ตอนนี้พ่อลงมือปลูกมะเขือเทศได้เลยนะครับ
นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมจะช่วยพ่อได้ภายใต้สถานการณ์ แบบนี้ครับ”
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
เรื่อง กบผู้ไม่ย่อท้อ
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
เรื่อง เพื่อนแท้ไม่ทิ้งกัน
มีผู้ชายคนหนึ่งมักจะไปที่บาร์ร้านเดิมในเวลาเดียวกันทุกวันและสั่งเบียร์ครั้งละสองแก้วเสมอ พนักงานบาร์เกิดความสงสัยจึงถามเขาว่า “ทำไมคุณถึงสั่งเบียร์สองแก้วตลอดเลยล่ะครับ ทำไมไม่สั่งแก้วใหญ่ใบเดียวไปเลย?” ชายคนนั้นตอบว่า “ก็เพราะผมไม่ชอบดื่มคนเดียว ผมเลยสั่งมาดื่มกับเพื่อนของผมครับ”
จนกระทั่งวันหนึ่ง ชายคนเดิมเดินเข้ามาในบาร์แต่กลับสั่งเบียร์เพียงแก้วเดียว พนักงานบาร์เห็นดังนั้นจึงถามด้วยความกังวลว่า “เสียใจด้วยนะครับ เพื่อนของคุณเสียชีวิตแล้วหรือครับ?” ชายคนนั้นตอบกลับมาทันทีว่า “โอ้ เปล่าหรอกครับ เขายังสบายดีอยู่ แต่ตัวผมเองน่ะเลิกดื่มเหล้าแล้ว เบียร์แก้วนี้เลยสั่งมาให้เพื่อนผมครับ”
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
คุณหมอและจิตรกร
มีจิตรกรที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งกำลังกังวลใจอย่างมากเกี่ยวกับสุนัขของเขา เพราะมันมีอาการคอแดงและบวม แต่เขาคิดว่าสัตวแพทย์ธรรมดาคงตรวจสุนัขของเขาได้ไม่ละเอียดพอ เขาจึงอยากให้ผู้เชี่ยวชาญด้านลำคอที่มีชื่อเสียงมาตรวจให้ที่บ้าน จิตรกรคนนี้เป็นคนที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว เขาจึงโทรศัพท์ไปหาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนไปแล้ว โดยแกล้งทำเป็นว่าตัวเขาเองนั่นแหละที่กำลังป่วยหนักและต้องการให้คุณหมอมาหาทันที
เมื่อคุณหมอมาถึงบ้านของจิตรกรและพบว่าคนไข้ที่เขาต้องรักษาไม่ใช่จิตรกรแต่เป็นสุนัข เขาก็รู้สึกโกรธมาก แต่เขาก็ยังคงนิ่งสงบและบอกกับจิตรกรอย่างใจเย็นว่า ตอนนี้เขายังบอกไม่ได้ว่าสุนัขเป็นอะไร แต่เขาจะกลับไปศึกษาเคสนี้แล้วจะโทรมาบอกผลการวินิจฉัย
ในคืนต่อมาเวลาเที่ยงคืนพอดี เสียงโทรศัพท์ของจิตรกรก็ดังขึ้น คุณหมอโทรมาบอกว่า “รีบมาที่บ้านผมด่วนเลยครับ มีเรื่องสำคัญมาก!” จิตรกรตกใจมากและคิดว่าคงเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับอาการป่วยของสุนัข เขาจึงรีบกระโดดลงจากเตียง แต่งตัว แล้วรีบไปที่บ้านของคุณหมอทันที
เมื่อไปถึง จิตรกรถามด้วยความกังวลว่า “มีอะไรหรือครับคุณหมอ? ทำไมถึงเรียกผมมาดึกขนาดนี้? ผมกังวลใจเรื่องสุนัขมากจริงๆ บอกคำตอบผมมาเลยครับ”
คุณหมอจึงตอบกลับไปสั้นๆ ว่า “อ๋อ… ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ผมแค่จะถามว่า คุณจะคิดราคาค่าจ้างเท่าไหร่ถ้าผมจะให้คุณมาช่วยทาสีบ้านให้ผมหน่อย?”
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
เรื่อง คนไข้คนที่สิบ
มีคุณหมอที่มองโลกในแง่ดีอย่างยิ่งคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ที่นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานหลายสัปดาห์ คนไข้ถามคุณหมอด้วยความกังวลว่า “หมอครับ ผมจะหายดีไหม?” คุณหมอตอบอย่างมั่นใจว่า “หายแน่นอนครับ ผมมั่นใจว่าเราจะทำให้คุณมีชีวิตอยู่ต่อไปได้และคุณจะกลับมาแข็งแรงขึ้นอย่างแน่นอน!”
คนไข้ฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมหมอถึงมั่นใจขนาดนั้น ในเมื่อหมอคนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ต่างก็บอกว่าโรคที่เขาเป็นนั้นร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ คุณหมอจึงอธิบายว่า “ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผมศึกษาเคสของคุณมาอย่างละเอียดและผมเชื่อมั่นในสถิติที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ครับ” เมื่อคนไข้ถามถึงข้อมูลสถิตินั้น คุณหมอก็ตอบว่า “มีการพิสูจน์มาแล้วครับว่าคนไข้ที่เป็นโรคนี้จะมีโอกาสหายป่วยได้เพียงร้อยละสิบเท่านั้น”
พอได้ยินแบบนั้นคนไข้ก็ตกใจมากและบอกว่า “หา! แค่สิบเปอร์เซ็นต์เองเหรอครับหมอ? แบบนี้ผมก็มีโอกาสรอดแค่หนึ่งในสิบเองน่ะสิ!” คุณหมอจึงรีบปลอบว่า “ใจเย็น ๆ ครับ คุณต้องเข้าใจปัจจัยอื่นด้วย ฟังผมนะ… คุณคือคนไข้คนที่สิบพอดีที่ผมรักษาโรคนี้ครับ” คนไข้ยังคงทำหน้างง คุณหมอจึงเฉลยว่า “มันคือคณิตศาสตร์ง่าย ๆ ครับเพื่อนยาก ในเมื่อคุณเป็นคนที่สิบ คุณก็ต้องหายดีแน่นอน เพราะคนไข้อีกเก้าคนก่อนหน้านี้ตายเรียบเลยครับ!”
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
ใส่หมวกแล้วมองไม่เห็น
เมื่อคุณหมอนัตกำลังจะอนุญาตให้คนไข้ในโรงพยาบาลจิตเวชคนหนึ่งกลับบ้านได้ เขาได้เรียกคนไข้มาสัมภาษณ์เพื่อทดสอบให้แน่ใจว่าคนไข้หายดีแล้วจริงๆ คุณหมอจึงบอกว่า “หมอจะขอถามคำถามคุณสักสองสามข้อนะ ลองใช้สมาธิแล้วบอกหมอสิว่า ถ้าหมอตัดหูของคุณทิ้งไปข้างหนึ่ง คุณจะยังมองเห็นอยู่ไหม?” คนไข้ตอบกลับว่า “เห็นครับหมอ” คุณหมอจึงถามต่อไปอีกว่า “แล้วถ้าหมอตัดหูของคุณทิ้งทั้งสองข้างเลยล่ะ คราวนี้คุณจะยังมองเห็นอยู่ไหม?” คนไข้รีบตอบทันทีว่า “ไม่เห็นครับ” เมื่อได้ยินดังนั้น คุณหมอก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจเพราะคิดว่าคนไข้เริ่มมีเหตุผลที่ถูกต้องและเป็นปกติแล้ว จึงถามย้ำไปว่า “ทำไมล่ะครับ บอกหมอหน่อยสิว่าทำไมถึงมองไม่เห็น?” คนไข้จึงเฉลยเหตุผลว่า “โธ่ คุณหมอครับ ก็ถ้าผมไม่มีหูทั้งสองข้างคอยค้ำไว้ หมวกของผมมันก็จะตกลงมาปิดตาจนมิดเลยน่ะสิครับ แล้วใครมันจะไปมองเห็นทะลุหมวกได้ล่ะ!”
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.